|
||||
| แนวทางการนำระบบวิจัยพัฒนาเข้าสู่สังคมอาเซียนของ สทป. |
|
สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทป.มีภารกิจในการวิจัย และพัฒนาระบบยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ เพื่อให้กระทรวงกลาโหมและประเทศสามารถพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยจัดทำแผนยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาศักยภาพของเหล่าทัพ โดย สทป. เริ่มต้นด้วยแผนงานวิจัยและพัฒนาจรวด เพื่อความมั่นคง และแผนงานอื่นที่เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่อง เช่น เทคโนโลยีระบบจำลองยุทธ์และฝึกเสมือนจริง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการป้องกันประเทศและเทคโนโลยียานไร้คนขับ การวิจัยและพัฒนาของ สทป. เริ่มจากการศึกษาความต้องการของผู้ใช้สถานภาพยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โครงสร้าง พื้นฐานภายในประเทศและบุคลากรเพื่อจัดทำเป็นแผนแม่บทเสนอต่อสภากลาโหม จากนั้นจึงดำเนินโครงการภายใต้แต่ละแผนแม่บทจัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาและสร้างต้นแบบเพื่อทดลองใช้งาน โดยจะเป็นกระบวนการความร่วมมือแบบบูรณาการทั้งผู้ใช้งานยุทโธปกรณ์ที่ต้องการความมั่นใจในผลผลิต ผู้วิจัยที่ต้องการประสบการณ์ของผู้ใช้ ผู้ผลิตที่ต้องสนองตอบต่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรมภายในประเทศ และภาควิชาการที่ต้องการส่งเสริมให้มีการเรียนรู้พัฒนาเชิงปฏิบัติและเกิดการนำไปใช้งานได้จริง ภายใต้การดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานในระดับสากล
การวิจัยและพัฒนาของ สทป. จะดำเนินการร่วมกับภาคส่วนต่างๆ สร้างเป็นต้นแบบ และทดสอบทดลองจนให้ตรงความต้องการของผู้ใช้ จึงนำผลผลิตเข้ารับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์ของแต่ละเหล่าทัพ เมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานฯ แล้ว สทป.จะถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการและแบบผลิตต่างๆ ให้แก่ผู้ที่จะร่วมผลิตเชิงอุตสาหกรรมต่อไป โดย สทป.จะไม่มุ่งสร้างอุตสาหกรรมในเชิงปริมาณเอง จะเน้นนำองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ไปวิจัยพัฒนายุทโธปกรณ์ที่มีระดับความซับซ้อนมากขึ้นต่อไป รวมทั้งการถ่ายทอดเทคนิคและวิชาการสู่สังคมทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคทหาร (ผู้ใช้งานยุทโธปกรณ์) เพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติไปพร้อมกัน ให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบุคลากรและองค์ความรู้อย่างสมดุลอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
การขยายความร่วมมือไปสู่ประชาสังคมอาเซียน จะต้องสร้างเครือข่ายในเชิงวิชาการและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในลำดับแรก จากนั้นจึงนำไปสู่การผลิตและการตลาดในประชาคม ผ่านความร่วมมือในเชิงวิชาการและให้มีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและเทคโนโลยีต่อกันเพื่อพัฒนาความไว้วางใจ แล้วจึงขยายความร่วมมือในการวิจัยพัฒนา การทดสอบทดลอง การสร้างและผลิตยุทโธปกรณ์ โดยที่สุดแล้ว ประชาคมอาเซียนที่เกิดขึ้นเพื่อความร่วมมือกันเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอก จะผลักดันให้ระบบความมั่นคงทางทหารมีความตื่นตัวและใช้ระบบมาตรฐานและการฝึกปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน
ศักยภาพทางเทคโนโลยีและโครงสร้างด้านการวิจัยพัฒนาและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในปัจจุบัน สิงคโปร์ถือว่ามีความก้าวหน้าสูงสุด รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ตามลำดับ อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศต่างก็มีปัญหาด้านงบประมาณและการพัฒนาองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นบุคลากร องค์ความรู้ หรือโรงงานสถานที่ หรือการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือให้เกิดประโยชน์เบ็ดเสร็จจึงน่าจะเป็นการใช้โครงสร้างต่างๆ ที่มีอยู่ให้เกิดบูรณาการมากที่สุด เช่น ไทยจะมีโครงสร้างด้านระบบจรวดและอาวุธนำวิถี มาเลเซียมีโครงสร้างด้านยานรบทางบก อินโดนีเซียมีโครงสร้างด้านเรือและเครื่องบิน สิงคโปร์มีโครงสร้างด้านเทคโนโลยีที่นำสมัย โดยหากนำเอาศักยภาพเหล่านี้เข้าผสมผสานกันเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศแล้ว ก็ย่อมจะทำให้เกิดการโอนย้ายถ่ายเทและแลกเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายยุทโธปกรณ์ การฝึกร่วม การใช้ยุทโธปกรณ์ร่วมกัน หรือการบริการและใช้ข้อมูลร่วมกันในอนาคตต่อไป อันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นและเป็นไปในกระบวนการความร่วมมือของประชาคมหนึ่งๆ อยู่แล้ว
สทป. อยู่ในสถานะที่มีโอกาสเสนอแนะให้มียุทธศาสตร์ของกลาโหมที่จะส่งผลต่อภารกิจของกลุ่มประชาคมอาเซียนอย่างจริงจัง ดังนั้น สทป. จึงควรมีบทบาทเริ่มต้นในส่วนของการวิจัยพัฒนาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แล้วจึงพัฒนาไปสู่การจัดทำมาตรฐานกลางเพื่อการสื่อสารและสารสนเทศ หลังจากนั้น จึงเข้าสู่กระบวนการการร่วมมีบทบาทในการหารือระดับพหุภาคีเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงเชิงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อันจะนำไปสู่ความไว้ใจเชื่อมั่นต่อกันและกัน ซึ่งจะนำมาสู่การเชื่อมโยงด้านการสร้างยุทโธปกรณ์ การฝึก การค้า และการซื้อขายแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ต่อกันและกันในที่สุด จนถึงมีลักษณะคล้ายกับที่เป็นอยู่ในสหภาพยุโรปในปัจจุบัน
|
| แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2012 เวลา 18:07 น. ) |



























