เขียนโดย webmaster    วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2009 เวลา 11:30 น.    PDF พิมพ์ อีเมล
การใช้อุปกรณ์ตรวจจับระยะไกล เพื่อค้นหาวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังใต้พื้นถนน ตอนที่ 1

 

ดย น.อ.เจษฎา คีรีรัฐนิคม (LPP402s)

การก่อการร้ายนับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ในโลกปัจจุบัน อาวุธประเภทหนึ่งที่ผู้ก่อการร้ายใช้แพร่หลายในการทำสงครามอสมมาตร คือระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Devices: IED) ซึ่งมีหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่สร้างความสูญเสียแก่ฝ่ายรัฐและประชาชนทั่วไปในหลายพื้นที่ของโลก ได้แก่ ระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังใต้พื้นถนน นับเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่ตรวจจับได้ยาก จึงเป็นปัญหาทางเทคนิคที่มีความสำคัญ และหลายประเทศได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี สำหรับต่อต้านอาวุธชนิดนี้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการค้นหาวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังใต้พื้นถนนจึงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

  

 

 

 

 

 


ลักษณะของระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังใต้พื้นถนนในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันตามสถานการณ์แวดล้อม ในประเทศที่ผ่านสงครามมาเป็นเวลานาน เช่น อิรัก และอาฟกานิสถาน ผู้ก่อการร้ายนิยมนำกระสุนวัตถุระเบิดที่หาได้ง่าย เช่น หัวกระสุนปืนใหญ่ นำมาดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่อง วัตถุระเบิดที่บรรจุจึงมักเป็น Composition B ประกอบด้วย วัตถุระเบิด TNT ผสมกับวัตถุระเบิด RDX บรรจุอยู่ในเปลือกเหล็ก ส่วนในกรณีอื่น เช่น ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระเบิดแสวงเครื่องมักบรรจุวัตถุระเบิดที่ใช้ในทางอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีสาร Ammonium Nitrate เป็นส่วนผสมหลัก บรรจุในภาชนะเหล็กที่มีความแข็งแรง เช่นถังดับเพลิง เพื่อเพิ่มการห้อมล้อม (Confinement) ให้เกิดการระเบิดได้สมบูรณ์ ในกรณีทั่วไปมักจุดระเบิดด้วยเชื้อปะทุไฟฟ้า โดยลากสายไฟผ่านใต้พื้นถนนมายังตำแหน่งที่มีการซ่อนพรางข้างทาง เพื่อให้ผู้ที่ซุ่มอยู่จุดระเบิดได้ในจังหวะที่ต้องการ

ความท้าทายทางเทคนิคของการค้นหาระเบิดแสวงเครื่องดังกล่าว คือ จะต้องสามารถค้นหาได้จากระยะไกลพ้นจากอันตรายในกรณีจุดระเบิด และจะต้องค้นหาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับความเร็วในการเคลื่อนที่ของยานยนต์ตามปกติ

แนวทางที่มีการวิจัยพัฒนาทางหนึ่งคือการค้นหา ตัววัตถุระเบิดซึ่งอาจปนเปื้อนในปริมาณน้อยในพื้นที่ซึ่งวางระเบิดแสวงเครื่องนั้น การตรวจหาสารเคมีวัตถุระเบิดในระบบเดิม มักอาศัยการตรวจหาไอของวัตถุระเบิด โดยอุปกรณ์ตรวจจับจะต้องดูดอากาศที่มีไอของวัถุระเบิดเข้าไปภายในเครื่อง แล้วใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น แก๊สโครมาโทกราฟี, ไอออนโมบิลิตีสเปกโทรเมตรี, แมสสเปกโทรเมตรี ในการวิเคราะห์ชนิดของโมเลกุลสารว่าเป็นวัตถุระเบิดหรือไม่ และเป็นวัตถุระเบิดชนิดใด แนวทางนี้จะใช้ตรวจจับได้เฉพาะวัตถุระเบิดที่คือระเหยเป็นไอได้พอสมควร ซึ่งไม่เป็นปัญหามากนัก เนื่องจากวัตถุระเบิดส่วนใหญ่ รวมถึง TNT และ Ammonium Nitrate มีความดันไอสูงเพียงพอให้ตรวจจับได้ ส่วนวัตถุระเบิดที่มีความดันไอต่ำ เช่น RDX นั้น มีอนุสัญญามอนทรีออล กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุระเบิดพลาสติกที่มีส่วนผสมของวัตถุระเบิดที่มีความดันไอต่ำ ต้องเติมสารที่ช่วยในการตรวจจับลงไว้ในส่วนผสมของวัตถุระเบิดพลาสติกนั้น แต่ปัญหาของการใช้อุปกรณ์ตรวจจับแบบเดิม คือต้องเข้าใกล้แท่งวัตถุระเบิดมากพอที่จะให้ดูดไอของวัตถุระเบิดนั้นได้ ซึ่งในกรณีของระเบิดแสวงเครื่องที่พร้อมทำงานและมีผู้เตรียมกดระเบิดอยู่ปลายสายทางแล้ว ไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัย

ในปัจจุบันจึงมีการพัฒนาวิธีการตรวจจับไอหรือเศษอนุภาคสารเคมีวัตถุระเบิดจากระยะไกล โดยใช้หลักการทางสเปกโทรสโกปี ซึ่งวิธีการที่ได้ผลมีหลายวิธี ในจำนวนนี้มี 3 วิธีที่ได้มีการทดสอบภาคสนามแล้ว (Wallin et. Al., 2009)

วิธีการหนึ่งเรียกว่า Laser Induced Breakdown Spectroscopy: LIBS ใช้ลำแสงเลเซอร์กำลังสูงยิงไปยังพื้นที่ต้องสงสัย พลังงานจากลำแสงเลเซอร์จะทำให้อนุภาคของวัตถุระเบิดที่ปนเปื้อนอยู่สลายตัวกลายเป็นพลาสมา โมเลกุลของสารเคมีในพลาสมาจะเปล่งแสงในความถี่เฉพาะตัว สามารถใช้ Spectrometer เชื่อมต่อกับกล้องโทรทรรศน์วิเคราะห์ชนิดของสารเคมีนั้นได้ ในปัจจุบันกองทัพสหรัฐได้ดำเนินโครงการพัฒนาอุปกรณ์ LIBS อย่างรีบเร่ง โดยหน่วยงาน Joint Improvised Explosive Device Defeat Organization (JIEDDO) และ Army Research Laboratory (ARL) สนับสนุนทุนการวิจัย มีบริษัทเอกชนต่าง ๆ หลายแห่งร่วมในการพัฒนา เมื่อปี ค.ศ. 2008 ที่ผ่านมาได้มีการทดสอบภาคสนาม ที่ Fort Irwin ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ผลการทดสอบพบว่าเครื่อง LIBS สามารถตรวจจับวัตถุระเบิด RDX ได้จากระยะไกลมากกว่า 20 เมตร

 

 


วิธีที่สองเป็นวิธีที่ใช้หลักการ Raman Spectroscopy ซึ่งอาศัยการยิงรังสีในย่านแสงหรืออินฟราเรดไปยังตัวอย่าง แล้วตรวจวัดความยาวคลื่นของรังสีที่สะท้อนกลับ โมเลกุลของสารบางส่วนจะดูดกลืนรังสีเกิดการสั่น และเมื่อโมเลกุลหยุดการสั่น จะคายพลังงานกลับลงสู่สภาวะปกติ โดยโมเลกุลของสารที่แตกต่างกัน จะเปล่งรังสีออกมาที่ความยาวคลื่นแตกต่างกัน ในการประยุกต์ใช้เพื่อตรวจหาวัตถุระเบิดจะยิงลำแสงเลเซอร์ไปยังวัตถุต้องสงสัยแล้วตรวจวัดการสะท้อนกลับของรังสีในความยาวคลื่นต่าง ๆ วิเคราะห์ชนิดสารเคมีนั้นได้ อุปกรณ์ประเภทนี้มีการวิจัยพัฒนาอย่างมากในปัจจุบัน เช่นเดียวกัน หน่วยงานที่ได้พัฒนาอุปกรณ์ทดสอบภาคสนามแล้วนั้นได้แก่ องค์การวิจัยป้องกันประเทศสวีเดน Swedish Defence Research Agency -Totalförsvarets forskningsinstitut: FOI ได้พัฒนาเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซึ่งใช้เลเซอร์สีเขียว ความยาวคลื่น 532 นาโนเมตร ร่วมกับระบบ Raman Spectroscope สามารถตรวจจับวัตถุระเบิดชนิดต่าง ๆ รวมถึง Ammonium Nitrate ได้ที่ระยะทางมากกว่า 55 เมตร ในภูมิประเทศ ภายใต้สภาพอากาศต่าง ๆ รวมถึงขณะ   

 

 

 

 


ฝนตก มีหิมะ และขณะมีแสงแดด

 

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 04 ตุลาคม 2010 เวลา 15:06 น. )
 

Your are currently browsing this site with Internet Explorer 6 (IE6).

Your current web browser must be updated to version 7 of Internet Explorer (IE7) to take advantage of all of template's capabilities.

Why should I upgrade to Internet Explorer 7? Microsoft has redesigned Internet Explorer from the ground up, with better security, new capabilities, and a whole new interface. Many changes resulted from the feedback of millions of users who tested prerelease versions of the new browser. The most compelling reason to upgrade is the improved security. The Internet of today is not the Internet of five years ago. There are dangers that simply didn't exist back in 2001, when Internet Explorer 6 was released to the world. Internet Explorer 7 makes surfing the web fundamentally safer by offering greater protection against viruses, spyware, and other online risks.

Get free downloads for Internet Explorer 7, including recommended updates as they become available. To download Internet Explorer 7 in the language of your choice, please visit the Internet Explorer 7 worldwide page.