|
โดย น.อ.เจษฎา คีรีรัฐนิคม (LPP402s)
การก่อการร้ายนับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ในโลกปัจจุบัน อาวุธประเภทหนึ่งที่ผู้ก่อการร้ายใช้แพร่หลายในการทำสงครามอสมมาตร คือระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Devices: IED) ซึ่งมีหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่สร้างความสูญเสียแก่ฝ่ายรัฐและประชาชนทั่วไปในหลายพื้นที่ของโลก ได้แก่ ระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังใต้พื้นถนน นับเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่ตรวจจับได้ยาก จึงเป็นปัญหาทางเทคนิคที่มีความสำคัญ และหลายประเทศได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี สำหรับต่อต้านอาวุธชนิดนี้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการค้นหาวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังใต้พื้นถนนจึงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม
ลักษณะของระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังใต้พื้นถนนในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันตามสถานการณ์แวดล้อม ในประเทศที่ผ่านสงครามมาเป็นเวลานาน เช่น อิรัก และอาฟกานิสถาน ผู้ก่อการร้ายนิยมนำกระสุนวัตถุระเบิดที่หาได้ง่าย เช่น หัวกระสุนปืนใหญ่ นำมาดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่อง วัตถุระเบิดที่บรรจุจึงมักเป็น Composition B ประกอบด้วย วัตถุระเบิด TNT ผสมกับวัตถุระเบิด RDX บรรจุอยู่ในเปลือกเหล็ก ส่วนในกรณีอื่น เช่น ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระเบิดแสวงเครื่องมักบรรจุวัตถุระเบิดที่ใช้ในทางอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีสาร Ammonium Nitrate เป็นส่วนผสมหลัก บรรจุในภาชนะเหล็กที่มีความแข็งแรง เช่นถังดับเพลิง เพื่อเพิ่มการห้อมล้อม (Confinement) ให้เกิดการระเบิดได้สมบูรณ์ ในกรณีทั่วไปมักจุดระเบิดด้วยเชื้อปะทุไฟฟ้า โดยลากสายไฟผ่านใต้พื้นถนนมายังตำแหน่งที่มีการซ่อนพรางข้างทาง เพื่อให้ผู้ที่ซุ่มอยู่จุดระเบิดได้ในจังหวะที่ต้องการ

ความท้าทายทางเทคนิคของการค้นหาระเบิดแสวงเครื่องดังกล่าว คือ จะต้องสามารถค้นหาได้จากระยะไกลพ้นจากอันตรายในกรณีจุดระเบิด และจะต้องค้นหาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับความเร็วในการเคลื่อนที่ของยานยนต์ตามปกติ
แนวทางที่มีการวิจัยพัฒนาทางหนึ่งคือการค้นหา ตัววัตถุระเบิดซึ่งอาจปนเปื้อนในปริมาณน้อยในพื้นที่ซึ่งวางระเบิดแสวงเครื่องนั้น การตรวจหาสารเคมีวัตถุระเบิดในระบบเดิม มักอาศัยการตรวจหาไอของวัตถุระเบิด โดยอุปกรณ์ตรวจจับจะต้องดูดอากาศที่มีไอของวัถุระเบิดเข้าไปภายในเครื่อง แล้วใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น แก๊สโครมาโทกราฟี, ไอออนโมบิลิตีสเปกโทรเมตรี, แมสสเปกโทรเมตรี ในการวิเคราะห์ชนิดของโมเลกุลสารว่าเป็นวัตถุระเบิดหรือไม่ และเป็นวัตถุระเบิดชนิดใด แนวทางนี้จะใช้ตรวจจับได้เฉพาะวัตถุระเบิดที่คือระเหยเป็นไอได้พอสมควร ซึ่งไม่เป็นปัญหามากนัก เนื่องจากวัตถุระเบิดส่วนใหญ่ รวมถึง TNT และ Ammonium Nitrate มีความดันไอสูงเพียงพอให้ตรวจจับได้ ส่วนวัตถุระเบิดที่มีความดันไอต่ำ เช่น RDX นั้น มีอนุสัญญามอนทรีออล กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุระเบิดพลาสติกที่มีส่วนผสมของวัตถุระเบิดที่มีความดันไอต่ำ ต้องเติมสารที่ช่วยในการตรวจจับลงไว้ในส่วนผสมของวัตถุระเบิดพลาสติกนั้น แต่ปัญหาของการใช้อุปกรณ์ตรวจจับแบบเดิม คือต้องเข้าใกล้แท่งวัตถุระเบิดมากพอที่จะให้ดูดไอของวัตถุระเบิดนั้นได้ ซึ่งในกรณีของระเบิดแสวงเครื่องที่พร้อมทำงานและมีผู้เตรียมกดระเบิดอยู่ปลายสายทางแล้ว ไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัย
ในปัจจุบันจึงมีการพัฒนาวิธีการตรวจจับไอหรือเศษอนุภาคสารเคมีวัตถุระเบิดจากระยะไกล โดยใช้หลักการทางสเปกโทรสโกปี ซึ่งวิธีการที่ได้ผลมีหลายวิธี ในจำนวนนี้มี 3 วิธีที่ได้มีการทดสอบภาคสนามแล้ว (Wallin et. Al., 2009)
วิธีการหนึ่งเรียกว่า Laser Induced Breakdown Spectroscopy: LIBS ใช้ลำแสงเลเซอร์กำลังสูงยิงไปยังพื้นที่ต้องสงสัย พลังงานจากลำแสงเลเซอร์จะทำให้อนุภาคของวัตถุระเบิดที่ปนเปื้อนอยู่สลายตัวกลายเป็นพลาสมา โมเลกุลของสารเคมีในพลาสมาจะเปล่งแสงในความถี่เฉพาะตัว สามารถใช้ Spectrometer เชื่อมต่อกับกล้องโทรทรรศน์วิเคราะห์ชนิดของสารเคมีนั้นได้ ในปัจจุบันกองทัพสหรัฐได้ดำเนินโครงการพัฒนาอุปกรณ์ LIBS อย่างรีบเร่ง โดยหน่วยงาน Joint Improvised Explosive Device Defeat Organization (JIEDDO) และ Army Research Laboratory (ARL) สนับสนุนทุนการวิจัย มีบริษัทเอกชนต่าง ๆ หลายแห่งร่วมในการพัฒนา เมื่อปี ค.ศ. 2008 ที่ผ่านมาได้มีการทดสอบภาคสนาม ที่ Fort Irwin ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ผลการทดสอบพบว่าเครื่อง LIBS สามารถตรวจจับวัตถุระเบิด RDX ได้จากระยะไกลมากกว่า 20 เมตร

วิธีที่สองเป็นวิธีที่ใช้หลักการ Raman Spectroscopy ซึ่งอาศัยการยิงรังสีในย่านแสงหรืออินฟราเรดไปยังตัวอย่าง แล้วตรวจวัดความยาวคลื่นของรังสีที่สะท้อนกลับ โมเลกุลของสารบางส่วนจะดูดกลืนรังสีเกิดการสั่น และเมื่อโมเลกุลหยุดการสั่น จะคายพลังงานกลับลงสู่สภาวะปกติ โดยโมเลกุลของสารที่แตกต่างกัน จะเปล่งรังสีออกมาที่ความยาวคลื่นแตกต่างกัน ในการประยุกต์ใช้เพื่อตรวจหาวัตถุระเบิดจะยิงลำแสงเลเซอร์ไปยังวัตถุต้องสงสัยแล้วตรวจวัดการสะท้อนกลับของรังสีในความยาวคลื่นต่าง ๆ วิเคราะห์ชนิดสารเคมีนั้นได้ อุปกรณ์ประเภทนี้มีการวิจัยพัฒนาอย่างมากในปัจจุบัน เช่นเดียวกัน หน่วยงานที่ได้พัฒนาอุปกรณ์ทดสอบภาคสนามแล้วนั้นได้แก่ องค์การวิจัยป้องกันประเทศสวีเดน Swedish Defence Research Agency -Totalförsvarets forskningsinstitut: FOI ได้พัฒนาเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซึ่งใช้เลเซอร์สีเขียว ความยาวคลื่น 532 นาโนเมตร ร่วมกับระบบ Raman Spectroscope สามารถตรวจจับวัตถุระเบิดชนิดต่าง ๆ รวมถึง Ammonium Nitrate ได้ที่ระยะทางมากกว่า 55 เมตร ในภูมิประเทศ ภายใต้สภาพอากาศต่าง ๆ รวมถึงขณะ
ฝนตก มีหิมะ และขณะมีแสงแดด
 |